LiveZilla Live Help

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

26 หน้า V   1 2 3 > » 

support
โพสต์เมื่อ : Aug 16 2019, 03:13 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


rolleyes.gif แนะนำวัสดุปูพื้นโรงรถ rolleyes.gif

วัสดุปูพื้นโรงจอดรถ มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ ผมจะมาแนะนำวัสดุต่างๆกันครับ การทำพื้นโรงจอดรถ ควรเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติทนทานจากการเสียดสี ไม่ลื่น น้ำซึมผ่านได้ยาก และ ทำความสะอาดง่าย ซึ่งมีหลากหลายวัสดุให้เลือกใช้ ตั้งแต่การตกแต่งพื้นผิวคอนกรีต ไปจนถึงการเท หรือ ปูวัสดุทับต่างๆ


เครดิตภาพ // naibann.com


1.สีกรดย้อมคอนกรีต

คือ การเปลี่ยนพื้นคอนกรีตธรรมดาให้มีสีสัน โดยใช้สีกรดย้อมผิวคอนกรีต สามารถทำลวดลายต่างๆได้โดยการนำเทปมากั้นให้เป็นลวดลายตามใจชอบได้เลยครับ และเมื่อทำสีเสร็จจะต้องมีการใช้วัสดุเคลือบกรณีต้องการให้พื้นผิวมีความทนทานต่อแรง
ขีดขูดสูงอาจเลือกใช้ อีพอกซี่ ครับ



เครดิตภาพ // naibann.com


2.หินแกรนิต

คือ หินธรรมชาติอีกชนิดที่แข็งและทนทาน มีความหนาประมาณ 3/4 นิ้ว มีขนาดให้เลือกใช้หลากหลาย ถ้าเกิดมีรอยขีดข่วน ก็จะมองเห็นไม่ชัดนัก สำหรับหินแกรนิตที่นำมาใช้ปูพื้นที่จอดรถ ควรเป็นแบบผิวหยาบ ก่อนติดตั้งควรเคลือบด้วยน้ำยา Water Repellent ให้รอบแผ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราและความชื้น ครับ


เครดิตภาพ // naibann.com


3.กระเบื้องเซรามิค

คือ กระเบื้องเซรามิคปูพื้นที่จอดรถ ควรเลือกแบบพื้นผิวหยาบ ไม่ลื่น อย่างไรก็ตามหากต้องการให้พื้นผิวมีความทนทาน แนะนำให้ใช้กระเบื้องประเภท แกรนิตโต้ผิวหยาบ ครับ


เครดิตภาพ // naibann.com


4.Stamped Concrete

คือ การพิมพ์ลายบนผิวคอนกรีตทับหน้า และ เคลือบสี มีหลากหลายสี และ หลากหลายลวดลายให้เลือก แต่เนื่องจากลักษณะพื้นผิวเหมือนผิวคอนกรีตขัดมัน ผิวหน้าจึงอาจลื่นเมื่อเปียกน้ำ จึงควรเคลือบน้ำยากันลื่นไว้เสมอครับ...

************************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5205 · ตอบ : 0 · ชม : 96,406

support
โพสต์เมื่อ : Aug 9 2019, 07:29 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


การเลือกใช้มุ้งลวดให้เหมาะสมกับผู้อยู่อาศัย


เครดิตภาพ : app.builk.com


ปัจจุบันบ้านในประเทศไทยเกือบ 90% ทุกหลังคาครัวเรือน มักจะมีการติดตั้งมุ้งลวดเป็นของคู่กัน การติดมุ้งลวดนั้น ติดเพื่อการป้องกันแมลง ฝุ่น กันสัตว์อันตราย ที่จะเข้าบ้าน เพราะเมืองไทยมีอากาศร้อนชื้น จึงทำให้มีแมลงเยอะทุกฤดูกาลก็ว่าได้ แถมยังป้องกันแสงให้ดูอ่อนลงได้อีกด้วย โดยที่ยังสามารถเปิดหน้าต่าง หรือ ประตูไว้ได้ มุ้งลวดนั้นจะทำงานร่วมกับประตูหน้าต่างได้ ทั้งบานเปิด บานเลื่อน และ บานกระทุ้ง ที่ทำมาจาก ไม้ อลูมิเนียม UPVC ครับ

มุ้งลวดมีอยู่ 3 ชนิด คือ

1. มุ้งลวดที่ทำมาจากอลูมิเนียม

- มีความสวยงามมันวาว แต่ไม่ทนกับความชื้น ที่ทำให้เกิดสนิมและนำไปสู่การผุกร่อน

2. มุ้งลวดที่ทำมาจากเส้นใยไฟเบอร์

- มีการลดแสงสะท้อนได้ดีกว่ามุ้งลวดอลูมิเนียม มีความยืดยุ่นที่ดี ไม่คม ลดการระคายเคืองต่อผิว สามารถทำความกว้างยาวกับประตู หน้าต่าง ที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่อายุการใช้งาน จะน้อยกว่ามุ้งลวดอลูมิเนียม

3. มุ้งลวดไนลอน

- มีความดึงตัวสูง เหนียว ทน แต่อากาศถ่ายเทได้ไม่ค่อยดี เส้นลวดหนา ไม่โปร่งสบายตา ทำให้เสียทัศนียภาพที่มองเห็น ฉะนั้นจึงไม่เหมาะแก่การนำมาติดตั้งที่หน้าต่าง


เครดิตภาพ : allonesupply.com


การใช้งานของมุ้งลวด

1. การใช้งานกับบานเลื่อน และ บานเปิด

- มุ้งลวดบานเลื่อนเดี่ยว มีลักษณะ เป็นมุ้งลวดวิ่งบนรางบานเลื่อน ขอบด้านหนึ่งซีลสักหลาด มีระบบยึดกับกรอบหน้าต่างอีกด้านด้วยแม่เหล็ก

- มุ้งลวดบานเลื่อนคู่ มีลักษณะ ขอบด้านหนึ่งซีลสักหลาด และมีระบบยึดติดเข้าด้วยกันทั้ง 2 บาน ด้วยแม่เหล็ก และทั้งนี้ ยังติดตั้งได้หลายแบบ มีทั้งแบบรางล่าง รางบน วงกบไม้ วงกบUPVC อลูนิเนียม เป็นต้น

2. มุ้งลวดแบบม้วนเก็บ

- เหมาะกับบ้านสมัยใหม่ เน้นความเรียบง่าย ไม่รกหูรกตา และไม่บังทัศนียภาพ เหมาะกับการใช้กับประตูหน้าต่าง

3. มุ้งลวดแบบพับจีบ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

- มุ้งลวดพับจีบ แบบมีราง ที่มีลักษณะเป็นกล่องแปะหน้าวงกบนิยมใช้กับประตู

- มุ้งลวดพับจีบ แบบเก็บราง รางล่างของมุ้ง จะเลื่อนเก็บเข้าไปในกล่องเมื่อไม่ใช้มุ้งลวด เหลือเพียง Guide Rail บาง ๆ เพียง 3 มิลลิเมตร ที่พื้น สามารถติดตั้งกับประตู ที่มีความกว้างได้ไม่เกิน 3 เมตร


เครดิตภาพ : windec.or


การจะเลือกติดมุ้งลวด ต้องคำนึงถึงการใช้งาน ประโยชน์สูงสุดของมัน ประเภทการใช้งาน ที่ต้องการจริงๆ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ส่วนใหญ่แล้ว ราคาการติดตั้งมุ้งลวดนั้นจะขึ้นอยู่กับ ขนาดประตูหน้าต่าง วัสดุที่เลือกใช้ และเกรดของวัสดุ ในการติดตั้งจะบวกค่าแรงเข้าไปด้วย
เราควรเทียบราคา และ ความต้องการในการติดตั้งเสมอ เพื่อตรงตามความต้องการของเรา ครับ...


***********************************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5204 · ตอบ : 0 · ชม : 25,744

support
โพสต์เมื่อ : Aug 2 2019, 04:58 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ถังดังไขมันมีหน้าที่ทำอะไร?


เครดิตภาพ : baanlaesuan.com


“ถังดักไขมัน” ก็คือ อุปกรณ์ที่ช่วยดักจับไขมันในท่อน้ำทิ้ง จากการที่เราล้างภาชนะ และ อุปกรณ์หุงต้ม เพื่อไม่ให้ไหลไปปะปนกับน้ำทิ้ง ที่

ระบายสู่ท่อน้ำสาธารณะ เพราะ เนื่องจากไขมันนั้น บำบัดได้ยาก บ้านพักอาศัยทุกหลัง จึงควรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี “ถังดักไขมัน”

วิธีการติดตั้ง

เพียงแค่ ต่อท่อระบายน้ำทิ้ง จากอ่างล้างจาน เข้ากับถังดักไขมัน แล้วติดตั้งท่อระบายน้ำของถังดักไขมัน ระบายลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ บ่อ

ดักไขมัน ที่แท้จริงแล้ว ก็เหมือนบ่อพักน้ำเน่าเสียนั้นเอง แต่จะมีอุปกรณ์กรอง ดัก เอาส่วนที่เป็นไขมันออกจากน้ำนั่นเองครับ


เครดิตภาพ : baanlaesuan.com


การดูแลรักษาถังดักไขมัน

สิ่งสำคัญที่เราควรทำ คือ

- นำตะกร้าดักเศษอาหารทิ้งทุกวัน เพื่อไม่ให้เศษอาหารเกิดการบูดเน่า

- เดินท่อน้ำทิ้งจากถังดักไขมัน ควรระบายไขมันที่ลอยอยู่ ออกทางท่อระบายไขมัน ทุกๆ 7-10 วัน หรือ ตักไขมันออก ควรล้างถังดักไขมัน

ทุกๆ 4-5 เดือน โดยการถอดวาล์วที่ก้นถังออก

เท่านี้เองครับ เราก็จะมีถังดักไขมันไว้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น และไม่ปล่อยของเน่าเสียลงสู่ท่อน้ำสาธารณะ



เครดิตภาพ : baanlaesuan.com


***********************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5203 · ตอบ : 0 · ชม : 25,042

support
โพสต์เมื่อ : Jul 12 2019, 03:23 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


แผ่นหลังคา Onduline




เครดิตภาพ : pantown.com


ถ้าพูดถึงแผ่นหลังคาเบา ราคาสบายกระเป๋า เราก็มักจะนึกถึงพวกหลังคาเมทัลชีท หลังคาโพลีคาร์บอเนต อะไรพวกนั้น วันนี้ผมจะพามาดู แผ่นหลังคาเบา ราคาประหยัด อีกประเภทหนึ่งครับ แผ่นหลังคาเบา เป็นแผ่นหลังคาที่ทำจาก เส้นใยธรรมชาติ ที่เขาเอากลับมารีไซเคิลใหม่ครับ
แผ่นหลังคาออนดูลีน เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา และ ทนทาน ทำให้บ้าน มีความเย็น และ ลดเสียงกระทบ ขนาดฝนตกได้ดี และใช้งานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น หลังคา จั่ว , หลังคาปั้นหยา , หลังคาโค้ง , หลังคาตรง , หลังคาหมาแหงน ปูรองเพื่อลดความร้อน หรือ ปูทับหลังคาเดิมได้อีกด้วย และ ที่มากไปกว่านั้น ยังใช้เป็นผนังได้อีกด้วยครับ

คุณสมบัติ

1. ลดเสียงดังขณะฝนตก

2. ป้องกันความร้อน (ผลิตจากวัสดุธรรมชาติกันความร้อน)

3. ใช้ได้กับหลังคาทุกรูปแบบ (ความชันต่ำได้ถึง 5 องศา)

4. น้ำหนักมีขนาดเบา และ ติดตั้งง่าย (น้ำหนักเบาเพียง 3.3 กก/ตรม)

5. สามารถปูทับหลังคาเก่า - ใหม่ได้ทุกชนิด

6. ต้านทานลมพายุ (ทนพายุใต้ฝุ่นได้ถึง 192 กม/ชม.)

7. ใช้เป็นวัสดุปูผนัง


เราก้รู้จัก แผ่นหลังคา Onduline กันไปคร่าวๆแล้ว ทีนี้เราก็จะสามารถเลือกการใช้งาน ของแผ่นหลังคาตามความเหมาะสมกับที่เราต้องการได้ครับ

***************************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5202 · ตอบ : 0 · ชม : 26,883

support
โพสต์เมื่อ : Jul 5 2019, 03:00 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เอกลักษณ์ของงานออกแบบลายฉลุ



ที่มาภาพ : equitone.com


ในงานสถาปัตยกรรมนั้น มีองค์ประกอบมากมายหลายอย่าง ที่จะทำให้สะท้อนถึงตัวสถาปัตยกรรม เช่น การใช้งานรูปร่าง
รูปแบบอาคาร ที่จะทำให้งานสถาปัตยกรรมมีเอกลักษณ์ เช่นเดียวกัน ลายฉลุก็จะเสริมแนวความคิด ความสวยงามให้ชัดเจนขึ้นได้อีกด้วยครับ

ปัจจุบันลายฉลุลวดลาย มีผลต่องานสถาปัตยกรรม เป็นอย่างมาก ซึ่งลายฉลุ ทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ แผ่น เหล็ก แผ่นพลาสติก เป็นต้น
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ลายฉลุจะมามีบทบาท ในงานสถาปัตยกรรม ในส่วนของการตกแต่ง โดยลายฉลุจะเน้นการเล่าเรื่อง เช่น ลวดลายใบไม้ ลวดลายรูปสัตว์ ลวดลายผู้คน หรือ ลวดลายที่ผู้ออกแบบต้องการ ที่จะใส่ไปในงานสถาปัตยกรรม ลายฉลุสามารถเป็นของตกแต่งได้ ทั้งภายนอก และภายใน โดยเหมาะกับอาคารที่มีแนวคิดการออกแบบ ที่ต้องการความโดดเด่น เช่น บ้าน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รีสอร์ท ป้ายโครงการ หรือ ทางเข้าหมู่บ้านจัดสรรครับ ประเทศไทยของเรานั้น ได้ใช้ลายฉลุกับงานสถาปัตยกรรม มาช้านานแล้ว โดยการใช้วัสดุไม้มาฉลุ เช่น ฉากกั้นห้อง ลูกกรงระเบียง กาแล เป็นต้น โดยลวดลายส่วนใหญ่ จะเป็นลายไทย ลายกนก และ ลายผู้คนนิทานพื้นบ้าน พุทธประวัติ จะใช้ในการตกแต่งบ้าน และวัด ซึ่งข้อจำกัดของลายฉลุก็มีจำกัด คือ ราคาที่ค่อนข้างสูง อยู่กับลวดลายรูปแบบ และ วิธีการติดตั้งครับ

ลายฉลุนั้น จะเข้ามาอยู่กับงานสถาปัตยกรรม ได้อย่างลงตัว ต้องขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบ ที่จะหยิบใช้ลวดลวย หรือออกแบบลวดลายตำแหน่ง การวางในงานด้วย ซึ่งจะเพิ่มเสน่ห์ และ ความเป็นเอกลักษณ์ ของงานสถาปัตยกรรมอย่างมาก เป็นอีกการออกแบบลูกเล่นหนึ่ง ที่น่าลองใช้ในงานสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมากครับ




ที่มาภาพ : vwalldec.com


*********************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5201 · ตอบ : 0 · ชม : 32,194

support
โพสต์เมื่อ : Jun 28 2019, 09:05 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ข้อดีและข้อเสียของบ้านโครงสร้างเหล็ก




เครดิตภาพ : leearchif.co.th


โครงสร้างเหล็ก นับว่าเป็นเทรนด์แห่งยุคสมัยปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ,ร้านอาหาร ล้วนใช้โครงสร้างเหล็ก ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างของงาน Design สไตล์ Loft และ Tropical ซึ่งปัจจุบันมองไปรอบๆ ก็จะสังเกตุได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ มีความดิบ ความเปลือย ซึ่งดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์ไม่น้อย งานโครงสร้างเหล็ก เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะข้อดีของมันนั้น มีอยู่มากเลยทีเดียว เรามาดู ข้อดี และ ข้อเสีย ของบ้านโครงสร้างเหล็กกันเลยครับ

ข้อดี

1. การสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็ก สามารถลดงบประมาณในการก่อสร้างได้ เนื่องจากโครงเหล็กนั้นติดตั้งได้ง่าย และรวดเร็ว ใช้เวลาก่อสร้างน้อย

2.สามารถลดจำนวนคนงาน ช่วยทำให้ประหยัดค่าแรงได้อีกด้วย

3.โครงสร้างเหล็กมีน้ำหนักเบา จึงช่วยลดการใช้เสาเข็มลงได้

4.ช่วยให้ภายในบ้านโปร่งโล่ง มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

5.มีความแข็งแรง ไม่ต่างกับโครงสร้างตอนกรีตเท่าใดนัก

6.การเดินงานระบบ ท่อประปา เดินท่อร้อยสายไฟ ทำได้ง่ายดายขึ้น

7.สามารถเข้าถึงพื้นที่ ที่ปลูกสร้างได้ยาก และ มีข้อจำกัดได้ดีกว่า โครงสร้างแบบคอนกรีต

8.ออกแบบรูปทรงได้แปลกใหม่กว่า เช่น มีลักษณะคานที่ยื่นยาว หรือ รูปทรงที่มีความเอียง


ข้อเสีย

1.เนื่องจากเหล็ก และ สนิม เป็นของคู่กันโดยธรรมชาติ จึงต้องมีค่าบำรุงรักษาระยะยาว ค่าทาสีกันสนิม

2.วัสดุเหล็กมีราคาที่สูง

3.จำเป็นต้องใช้ช่างฝีมือสูง เพื่อเชื่อมเหล็ก

4.บริษัทที่รับสร้างโครงสร้างเหล็ก มีค่อนข้างน้อย


ผู้ที่เหมาะกับบ้านโครงสร้างเหล็ก คือ....

*ผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง

*ผู้ที่ต้องการ งาน Design แปลกใหม่

*กรณีพื้นที่ก่อสร้างมีความยากในการเข้าถึง


****************************
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5200 · ตอบ : 0 · ชม : 20,684

support
โพสต์เมื่อ : Jun 21 2019, 04:08 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


Skylight (หลังคากระจกสุดหรู)




เครดิตภาพ : th.noilo.com


หลังคา "กระจก" นั่นคือ หลังคา หรือผนังที่ใช้วัสดุแบบโปร่งแสง เพื่อรับแสงแดดที่จะทำให้บ้านของเรานั้นดูสว่าง ปลอดโปร่ง และดูโล่งขึ้น หลังคากระจกนั้นเป็นการ Design ช่องแสง ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศปลอดโปร่งให้กับตัวบ้าน สามารถตกแต่งให้เข้ากับบ้านได้หลากหลายสไตล์ โดยใช้แสงจากธรรมชาติ มาทดแทนพลังงานไฟฟ้า ทำให้ประหยัดค่าไฟไปได้อีกนิดนึงด้วย ทั้งยังช่วยให้บ้านของเรานั้นดูกว้างมากยิ่งขึ้น และทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกว่า โล่ง ปลอดโปร่ง สบายขึ้น ยังช่วยทำให้เสริมบรรยากาศแบบโรแมนติก ในยามที่เราต้องการ หากเราได้ชื่นชมนอนดูท้องฟ้า และฟังเสียงฝนตก หรือ ได้จิบอะไรไปพลางๆ ก็จะช่วยให้จิตใจของเรานั้นสงบลงได้อย่างดี

หลังคากระจก นอกจากจะมีความทนทานแล้ว ยังมีความสามารถในการกรองแสง และความร้อนได้อีกด้วย ทีนี้ไปดูข้อดี ข้อเสีย ของหลังคากระจกกันบ้างครับ





เครดิตภาพ : th.noilo.com


ข้อดี

1. เพิ่มแสงสว่างให้บริเวณตัวบ้าน ลดการใช้ไฟส่องสว่าง

2. ช่วยระบายอากาศภายในบ้าน และรับแสงเพื่อฆ่าเชื้อโรค

3. ทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขึ้น

4. ทำให้จิตใจชื่นบานมากขึ้น


ข้อเสีย

1. ทำความสะอาดได้ค่อนข้างยาก

2. เมื่อเวลาผ่านไปคราบฝุ่นผง และ น้ำฝนจะมาแทนที่ความโปร่งแสง ควรหมั่นบำรุงรักษาเป็นระยะๆ

3. การติดตั้งหลังคากระจกนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายจากกระจกได้ ควรเลือกช่างที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ ในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย และลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายจากกระจก


------------------------------
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5199 · ตอบ : 0 · ชม : 20,597

support
โพสต์เมื่อ : Jun 14 2019, 04:24 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


บ้านชั้นเดียวสามารถต่อเติมชั้นที่ 2 ได้หรือไม่?



https://www.scgbuildingmaterials.com


ในส่วนของเรื่องต่อเติมบ้าน ให้กลายเป็น 2 ชั้น จะต้องพิจารณาปัจจัยเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ สภาพของโครงสร้างบ้านเดิม ทั้งเสาเข็มฐานราก เสา คาน ว่าสามารถรับน้ำหนักส่วนต่อเติมชั้นที่ 2 ได้หรือไม่ และอย่างไร จึงจะไม่ถล่มพังลงมา ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งวิศวกรโครงสร้าง ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์คำนวณ เพื่อความปลอดภัยก่อนต่อเติม

หากวิศวกรคำนวณแล้ว พบว่าโครงสร้างบ้านเดิม สามารถรับน้ำหนักส่วนต่อเติมชั้นที่ 2 ได้แล้ว ก็ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการต่อเติม นั่นก็คือ จะสามารถต่อเติมได้เต็มทั้งชั้น หรือ แค่บางส่วนเฉพาะช่วงของเสา ที่พอจะต่อเติมได้ครับ รวมถึงน้ำหนักต่อตารางเมตร ของส่วนต่อเติม ซึ่งมีผลต่อการเลือกใช้วัสดุ ตั้งแต่ส่วนโครงสร้าง เช่น เสาที่จะต้องต่อให้สูงขึ้นไป เพื่อรับหลังคาชั้น 2 นั้น อาจจะใช้วิธีการสกัดหัวเสา แล้วต่อให้สูงขึ้น หรืออาจจะใช้เสาเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่าแทนก็ได้ ในส่วนของพื้นผนัง กรณีที่โครงสร้างเดิมรับน้ำหนักเพิ่มได้พอสมควร อาจใช้ผนังก่ออิฐฉาบปูน พื้นหล่อคอนกรีต แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป แต่ถ้ารับน้ำหนักเพิ่มได้ไม่มาก อาจต้องใช้วัสดุที่เบาขึ้น เช่น ผนังอิฐมวลเบา ระบบพื้น Metal Deck และผนังเบาไฟเบอร์ซีเมนต์ ระบบผนัง และ ฝ้าเพดานยิปซั่ม เป็นต้น ซึ่งจะต้องให้วิศวกรโครงสร้าง เป็นผู้แนะนำทางเลือกที่เหมาะสมก่อน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

กรณีที่โครงสร้างบ้านเดิมรับน้ำหนักได้ไม่มาก ส่วนหลังคาซึ่งจะต้องรื้อออก และประกอบใหม่อยู่แล้ว อาจเป็นอีกจุดที่สามารถปรับให้มีน้ำหนักเบาขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงหลังคา หรือวัสดุมุงหลังคา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำ จากวิศวกรโครงสร้างผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าการต่อเติมบ้านชั้นเดียวให้กลายเป็นบ้าน 2 ชั้นนั้น ต้องพิจารณาเรื่องความสามารถ ในการรับน้ำหนักของโครงสร้างเดิมเป็นหลัก (สำหรับใครที่จะสร้างบ้านชั้นเดียว อาจเลือกทำโครงสร้างรองรับการต่อเติม ในอนาคตไว้ก็ได้นะครับ) นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความคุ้มค่า โดยเฉพาะกรณีต่อเติมได้ไม่เต็มชั้น ซึ่งต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของทั้งชั้น 1 และ ชั้น 2 จะต้องถูกใช้เป็นบันไดด้วย ดังนั้นพื้นที่ที่ได้เพิ่มมาจะคุ้มค่าหรือไม่ ต้องลองคิดคำนวณให้ดี ทั้งนี้หากเลือกที่จะต่อเติมแล้ว ก็ควรให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย เพื่อความถูกต้องและปลอดภัย


--------------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5198 · ตอบ : 0 · ชม : 19,362

support
โพสต์เมื่อ : Jun 6 2019, 04:55 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


กระจกกันเสียงคืออะไร




เครดิตภาพ : zen-acoustic.com


กระจกกันเสียง (Acoustic Glass ) เป็นกระจกที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในการป้องกันเสียงรบกวน มีความหนารวมไม่น้อยกว่า 12 มม. ในกรณีที่ใช้กระจกแบบ 2 ชั้น จะต้องมีช่องว่างระหว่างกระจก 70 มม. ขึ้นไป และควรมีค่า Sound Transmission Class หรือค่า STC ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป แต่ถ้าหากกระจกมีความหนามากกว่า 12 มม. ก็จะมีค่า STC สูง ยิ่งค่า STC สูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งป้องกันเสียงรบกวนมากขึ้นไปอีกด้วย ค่า STC นั้นแบ่งได้หลายระดับ ซึ่งแต่ละระดับจะมีความสัมพันธ์ กับ ลักษณะเสียงรบกวนแตกต่างกันออกไป ดังนี้

- STC 30-39 ลดความดังของเสียงพูดคุยปกติได้ เหมาะกับอาคารที่พักอาศัยทั่วไป

- STC 40-49 สามารถป้องกันเสียงพูดคุยปกติได้ จนไม่เข้าใจหรือจับใจความได้ เหมาะกับร้านค้า ร้านอาหาร และอาคารสาธารณะ

- STC 50-59 ลดความดังของเสียงคนทะเลาะกันได้ เหมาะกับห้องประชุม พื้นที่สำนักงาน และอาคารพักอาศัยที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

- STC 60-69 ป้องกันเสียงรบกวนจากคนทะเลาะกันได้ และเสียงรถวิ่งได้ เหมาะกับห้องโฮมเธียเตอร์ ห้องคาราโอเกะ และห้องอัดเสียง

- STC 70-74 ความความดังของเสียงดนตรีได้ แต่ยังได้ยินอยู่บ้าง เหมาะสำหรับโรงภาพยนตร์

- STC 75 ขึ้นไป ป้องกันเสียงดนตรีได้ 100 % เหมาะกับสถานบันเทิง

ประเภทกระจก ที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบ มีอยู่ 3 ประเภท คือ

1. กระจกชั้นเดียว คือกระจกที่มี Layer เดียวเพียวๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกใสหรือเทมเปอร์

2. กระจกลามิเนต คือการนำกระจก 2 แผ่นขึ้นไป มาประกบกันแบบสนิท โดยมีชั้นฟิล์มขั้นกลางระหว่างกระจก ซึ่งฟิล์มจะช่วยยึดเกาะแผ่นกระจก ไม่ให้หล่นเวลาแตก

3. กระจกสองชั้น คือการนำกระจก 2 แผ่นมาประกบกันโดยเว้นช่องว่างระหว่างกระจก



เครดิตภาพ : zen-acoustic.com


ข้อดี

1. มีความแข็งแรง ทนต่อการโจรกรรม และมีอายุใช้งานได้นาน

2. สามารถทำความสะอาดได้ง่าย

3. ช่วยป้องกันเสียงจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสีย

1. มีน้ำหนักมากและหนากว่ากระจกทั่วไป

2. ขนาดกรอบมีขนาดกว้างขึ้นกว่ากระจกทั่วไป

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5197 · ตอบ : 0 · ชม : 23,947

support
โพสต์เมื่อ : May 30 2019, 02:17 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ประเภทของทรงหลังคาบ้าน


หลังคาบ้านนั้น ถือว่าเป็นส่วนประกอบของบ้าน ที่มีความสำคัญมาก ทั้งเรื่องของการป้องกันความร้อน ลม ฝน รวมทั้งยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของตัวอาคาร ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ สำหรับรูปแบบของทรงหลังคาที่นิยมกันนั้น มีดังนี้

1. หลังคาทรงปั้นหยา



หลังคาทรงปั้นหยานั้น ไม่มีด้านรับลมแบบหลังคาทรงจั่ว จึงมักใช้การเว้นร่องฝ้าชายคา เพื่อระบายอากาศใต้หลังคา หลังคาปั้นหยานั้น มีความแข็งแรงมากกว่าหลังคาทรงอื่นๆ และยังเข้ากับตัวบ้านได้หลากหลายสไตล์ เหมาะสำหรับบ้าน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความแข็งแรงในการรับลมและฝน เช่น ชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่ที่ลมพัดแรงอยู่เสมอ

2. หลังคาทรงจั่ว



หลังคาทรงจั่ว เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้น พอจะมีมวลอากาศอยู่ใต้หลังคามากจึงเป็นฉนวนกันความร้อนได้เป็นอย่างดี และยังสามารถก่อสร้างได้ง่าย และช่วยให้น้ำฝนไหลลงได้อย่างสะดวกมากขึ้น ลดการแตกหักของวัสดุมุงหลังคาจากลม ฝน และลูกเห็บต่างๆ

3. หลังคาทรงหมาแหงน



ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนชื้นในประเทศไทย หากเลือกใช้หลังคาทรงหมาแหงน ก็อาจจะเกิดการสะสมความร้อน ไม่สามารถระบายอากาศ และน้ำฝนได้ดีพอมีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยรั่วซึม แม้จะติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน ก็จะดูเป็นค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป แต่ข้อดีนั้นก็คือ มีขั้นตอนการก่อสร้างที่ง่าย ประหยัดวัสดุ และโครงสร้าง มีความเรียบง่าย สวยงามและทันสมัย ราคาไม่สูง และยังก่อสร้างได้รวดเร็วอีกด้วย

4. หลังคาทรงมะนิลา



เป็นหลังคาที่ผสมผสาน ระหว่างทรงปั้นหยาและทรงจั่วเข้าด้วยกัน นิยมใช้กับบ้านสไตล์คันทรี่ ข้อดีก็คือ สามารถทนความร้อน ได้ดีกว่าหลังคาทรงปั้นหยาและจั่ว แต่ตัวหลังคานั้นมีความซับซ้อน และอาจก่อให้เกิดปัญหาการรั่วซึม ในช่วงรอยต่อหลังคาได้

5. หลังคาเรียบ (Flat slab)



เป็นหลังคาคอนกรีต มีลักษณะแบนราบเป็นระนาบเดียวกับพื้น แต่ต้องมีความลาดเอียงเล็กน้อย เทไปยังช่องที่เจาะเพื่อระบายน้ำฝน นิยมใช้กับอาคารประเภทตึกแถวหรือคอนโด และบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ ที่เป็นทรงเรขาคณิต และใช้เป็นพื้นที่ใช้สอย เช่น วางถังเก็บน้ำ ตากผ้าหรือนั่งเล่น และจัดสวน แผ่นหลังคาประเภทนี้จะดูดซับความร้อน และรับน้ำฝนโดยตรง จึงจำเป็นจะต้องมีการป้องกันการรั่วซึมที่ดี เช่น การผสมสารกันรั่วซึมในคอนกรีต เป็นต้น

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5196 · ตอบ : 0 · ชม : 20,863

support
โพสต์เมื่อ : May 24 2019, 02:54 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ปูพื้นบ้านด้วยกระเบื้องยาง ดีหรือไม่?




ถ้าพูดถึงวัสดุปูพื้นแล้ว วัสดุที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมากอีกหนึ่งอย่าง คือ กระเบื้องยาง เพราะกระเบื้องยางมีความแข็งแรง ทนทาน แล้วยังมีความสวยงามไม่แพ้วัสดุอื่น ซึ่งมีหลายลวดลาย เช่น ลายหินอ่อน ลายไม้ ลายสีต่างๆ แล้วยังมีทั้งแบบนูน และแบบเรียบ ซึ่งวัสดุผลิตจากสารสังเคราะห์ (Vinyl) ที่มีความยืนหยุ่นสูง และทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีมีความคงทนตลอดอายุการใช้งาน ทนต่อแสง UV เพื่อทำไม่ให้วัสดุสีซีด ทนความร้อนได้ วัสดุสามารถทนอุณหภูมิเย็นได้ -15 องศา และทนอุณหภูมิร้อน 50 องศา ถ้าใช้กระเบื้องยาง ก็จะหมดปัญหาเรื่อง แมลง การรั่วซึม คราบสนิมเกาะติด ไม่บิดเบี้ยว ไม่ติดไฟ สามารถนำไปปูกลางแจ้งได้ กระเบื้องยางเหมาะกับทุกอาคาร โดยเฉพาะอาคารใหญ่ๆ เพราะกระเบื้องยางจะไม่มีรอยต่อ ทำให้เกิดความสวยงามเนียนตา กระเบื้องยางมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องด้วยผลิตจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษ ไม่มีส่วนผสมของใยหิน อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาน 10 – 15 ปี ติดตั้งง่าย เพียงการใช้กาวในการติดตั้ง

การดูแลรักษา

1. ใช้น้ำยาขัดเงา

2. สามารถใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบได้

3. ลบรอยถลอกและรอยส้นรองเท้าบนพื้นไวนิล ด้วยผ้าชุบสารแอลกอฮอล์หรือน้ำมันสน หรือ ขัดรอยออกด้วยผ้าชุบน้ำยาขัดเงาชนิดครีมเหลว

4. รอยไหม้ โดยใช้กระดาษทรายเนื้อละเอียดขัด ถ้ารอยไหม้ยังเห็นชัด ตัดส่วนที่เสียหายออก แล้วสอดชิ้นใหม่ลงไปแทน



ข้อดี

1. มีความสวยงาม

2. มีความแข็งแรง ทนทาน

3. ทนความร้อนได้สีไม่ซีดจาง ไม่ติดไฟ

4. ไม่มีสารอันตรายผลต่อร่างกายมนุษย์

5. ติดตั้งง่าย

6. อายุการใช้งานยาวนาน

ข้อเสีย

1. เป็นรอยขีดขวนง่าย

2. มีการยืดหดตัว

ซึ่งกระเบื้องยางตามท้องตลาดในปัจจุบัน มีหลายเกรด หลายราคา ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ ความชอบ สามารถรื้อถอนง่ายติดตั้งใหม่ได้ ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการเลือกใช้วัสดุปูพื้น มีความสวยงามติดตั้งง่าย หาซื้อง่าย

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5195 · ตอบ : 0 · ชม : 19,195

support
โพสต์เมื่อ : May 16 2019, 04:25 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เตรียมตัวก่อนเลี้ยงสัตว์ในบ้าน




เครดิตภาพ : mgronline.com


คงปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับ สำหรับสมาชิกในบ้านนอกจากมนุษย์แล้ว ก็ยังมีสัตว์เลี้ยงที่น่ารักเพิ่มมาด้วย สำหรับหลายๆ คนที่รักสัตว์ เพราะนอกจากมันจะน่ารักแล้ว ยังให้ความสนุกเพลิดเพลินไปกับเราด้วย แต่สัตว์แต่ละตัวนั้นย่อมต่างกัน สิ่งที่เราต้องเตรียมนั้น คือ

1. พื้นที่ ในการเลี้ยงสัตว์แต่ละประเภทนั้น มีพฤติกรรมและพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่แตกต่างกัน การที่เราจะเลี้ยงสัตว์ให้อยู่อย่างมีความสุขนั้น เราต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสม กับพฤติกรรมทางธรรมชาติของสัตว์เลี้ยง นอกจากสัตว์แต่ละประเภทจะอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันแล้ว แต่ละตัวก็ยังมีนิสัยที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งมันทำให้ยุ่งยากพอดู สำหรับการการทำความเข้าใจกับนิสัยของแต่ละตัว เพราะหากเราไม่เข้าใจสิ่งที่มันสื่อ ก็อาจจะคุยกันไม่รู้เรื่องนั่นเอง เช่น ถ้าเราเลี้ยงสุนัข มันก็อาจจะซุกซน หรือบางตัวชอบวิ่งออกนอกบ้าน ทำให้เสี่ยงต่อการถูกรถชน และสุนัขแต่ละตัว ก็อาจจะมีท่าทางการสื่อสารที่แตกต่างกัน หรือบางคนชอบเลี้ยงสัตว์เลื้อยคาน เช่น งู อันนี้ก็ต้องมีการศึกษาพฤติกรรมก่อนเลี้ยง เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคนรอบข้างได้ และควรระวังอย่าทำให้เพื่อนบ้านตกใจ และตื่นตระหนกด้วยครับ



เครดิตภาพ : youtube.com


2. ความสะอาด ปัญหาทั่วๆไปสำหรับการเลี้ยงสัตว์คือ “ขน” มันมักจะไปติดอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ และเสื้อผ้าของเรา วิธีทำความสะอาด

หากเป็น เฟอนิเจอร์ไม้ ควรใช้น้ำยาขัดเงาเฟอร์นิเจอร์ หรือสเปรย์กำจัดฝุ่นที่ป้องกันไฟฟ้าสถิตบนผ้าฝ้าย เช็ดบนเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จะช่วยทำให้ขนสัตว์เลี้ยงของเรานั่น หลุดออกได้ง่ายครับ หากเป็น เฟอร์นิเจอ์หุ้มเบาะ หรือผ้าปูที่นอน ควรสวมถุงมือยางที่เปียกน้ำหมาดๆ ถูกไปมาบนพื้นผิวขนสัตว์ ก็จะเกาะติดถุงมือออกมา

เสื้อผ้า เราสามารถใช้ลูกกลิ้งอเนกประสงค์ สามารถใช้กับพื้นผิวที่ทำจากผ้า เช่นเสื้อผ้า ผ้าขนหนูได้เลย สะดวก รวดเร็ว สามารถซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป

3. สุขภาพ เราควรหมั่นสังเกตุอาการของสัตว์เลี้ยงของเราอยู่เสมอๆ ว่ามีอาการผิดปกติอย่างไรไหม เช่น มีผื่นขึ้น ตาแดง ระบบทางเดินหายใจ และควรหมั่นรักษาความสะอาด ให้กับสัตว์เลี้ยงของเราด้วย เช่น อาบน้่ำ แปลงขน เสมอๆ กินอาหารดีๆ รับรองว่าสัตว์เลี้ยงของเรา จะมีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยแน่นอนครับ

ข้อควรระวัง

- เสียง ในเรื่องของเสียงเห่า อันนี้ต้องระวังครับ โดยเฉพาะกับน้องหมาของเรา หากเห่าต่อเนื่องหรือยาวเป็นเวลานาน อันนี้จะทำให้เกิดการรบกวน และอาจจะมีปัญหากับเพื่อนบ้านได้ ทางที่ดีควรฝึกให้หมาไม่เห่าบ่อย หรือเห่านาน หรือรีบหาสาเหตุที่หมาของเราเห่านั้นเกิดจากอะไร



เครดิตภาพ : thaihometown.com


- อึ-ฉี่ บางครั้งเวลาที่เราพาสัตว์เลี้ยงออกไปเดินเล่นนอกบ้าน เราควรที่จะพกถุงไว้สำหรับเก็บ อึ-ฉี่ เพื่อป้องกันมิให้น้องหมา แมวของเรานั้น ไปอึ-ฉี่ตามที่สาธารณะ หรือหน้าบ้านคนอื่น มิฉะนั้นอาจมีปัญหา กับเพื่อนบ้านนั่นเองครับ


-----------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5194 · ตอบ : 0 · ชม : 18,997

support
โพสต์เมื่อ : May 9 2019, 06:40 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ยกพื้นบ้าน เพื่ออะไร?




ปัจจุบันบ้านหรืออาคาร เราจะเห็นได้ว่ามีความนิยมในการยกพื้นสูง เพราะการยกพื้นสูง ไม่ได้มีเพียงให้ความสวยงามเท่านั้น ยังแฝงประโยชน์อีกมากมาย ทำให้การยกพื้นบ้าน หรืออาคารเป็นที่นิยม การยกพื้นมีทั้งการยกพื้นแบบไม่สูงมาก และการยกพื้นแบบมีใต้ถุน ซึ่งการยกพื้นจะมาพร้อมกับการมีบันไดทางขึ้น ทำให้บ้านดูน่าสนใจ หรูหรา และยังเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน คือน้ำท่วมขัง ซึ่งการยกพื้นก็ช่วยได้อีกทาง การยกพื้นบ้าน จะยกกี่เมตรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามความสูงบ้าน แต่ถ้าสูงถึง 2.40 ขึ้นไปต้องถือว่าเป็นอาคารสูง 2 ชั้น การที่ยกพื้นอาคาร มีข้อดีข้อเสีย ดังต่อไปนี้



ข้อดีของการยกพื้นบ้าน

1. ทำให้บ้านดูสูงโปร่ง

2. การพัดของลมที่จะนำฝุ่นเข้าบ้านน้อยลง

3. สามารถซ่อนท่อระบบต่างๆ ไม่ให้เห็นด้วยตา

4. สามารถวางท่อกำจัดปลวกได้

5. ลดความชื้นจากดินได้

6. ช่วยไม่ให้บ้านโดนน้ำท่วมถึงได้

7. ช่วยป้องกันสัตว์เข้าบ้านได้

8. ช่วยให้รับลมธรรมชาติได้ดีขึ้น

ข้อเสียของการยกพื้น

1. มีค่าใช้จ่ายสูง

2. ไม่เหมาะกับคนสูงอายุ และผู้พิการ เพราะจะทำให้การขึ้น-ลง ไม่สะดวก

ดังนั้น เมื่อนำมาเทียบกับทั้งข้อดี และข้อเสียแล้ว การยกพื้นสูงคุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะให้ทั้งความสวยงาม และมีประโยชน์อย่างมากเพิ่มความแข็งแรงให้บ้านได้ด้วย สำหรับใครที่กลัวจะใช้งานไม่สะดวก ก็มีวิธีแก้โดยการทำทางลาดขึ้นไป เพื่อใช้ในการเข็นรถเข็นเข้าบ้าน จึงไม่แปลกใจ ที่สถาปนิกจะเลือกออกแบบให้มีการยกพื้นบ้านสูงขึ้นมา


---------------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5193 · ตอบ : 0 · ชม : 21,412

support
โพสต์เมื่อ : May 2 2019, 04:19 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ผนัง Speed wall




เครดิตภาพ : app.builk.com


ผนัง Speed wall หรือ ผนังสำเร็จรูปซีเมนต์โฟม เป็นผนังอีกหนึ่งทางเลือกที่ใช้ในการก่อสร้าง ที่สามารถทำให้งานก่อสร้างเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด ช่วยให้เจ้าของโครงการลดต้นทุนในการก่อสร้าง และยังช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้กับทุกโครงสร้างงานผนัง งานตกแต่ง ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก ด้วยคุณสมบัติกันความร้อนที่ดี และตอบโจทย์ในเรื่องของความแข็งแรง และทนทานเทียบเท่าคอนกรีตทั่วไป มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายโดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักร และความพิเศษของผนังชนิดนี้ ยังสามารถนำไปทำ DIY ให้เกิดชิ้นงานต่างๆ ได้ เช่นชั้นวางของ เป็นต้น

ผนังสำเร็จรูปซีเมนต์โฟม ประกอบไปด้วยแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ดทั้งสองด้าน ผสมผสานการยึดเกาะพิเศษด้วย ซีเมนต์ ทราย และ EPS Foam มีลักษณะเป็นผิวเรียบ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



ข้อดีของผนัง Speed wall

1. มีน้ำหนักเบากว่าผนังก่ออิฐทั่วไป ทำให้น้ำหนักโดยรวมของอาคารลดลง ทำให้ลดขนาดโครงสร้างได้

2. ช่วยประหยัดในเรื่องของเวลา แรงงาน และช่วยลดต้นทุนในการก่อสร้าง

3. ช่วยลดการใช้วัสดุที่สิ้นเปลือง และยังสามารถสร้างชิ้นงานได้อีก

4. เป็นผนังสำเร็จรูป สามารถใช้งานได้ทันที

5. ติดตั้งง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องจักรหนักๆ ในการติดตั้ง ยังสามารถติดตั้งท่อร้อยสายไฟ ประปา และงานระบบต่างๆ

6. ใช่ได้กับทุกโครงสร้างงานผนัง งานตกแต่ง

7. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

8. มีคุณสมบัติในการทนไฟ 3 ชม. ป้องกันการซึมผ่านของน้ำ และเป็นฉนวนป้องกันเสียง 40-42 db


-----------------------------
  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5192 · ตอบ : 0 · ชม : 19,304

support
โพสต์เมื่อ : Apr 25 2019, 07:53 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


การก่อสร้างระบบ Prefab คืออะไร?




เครดิตภาพ : autodoorcenter.com


Prefab (พรีแฟบ) เป็นวิธีการก่อสร้างบ้านหรืออาคาร โดยผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ให้สำเร็จก่อน จึงนำมาประกอบหน้างาน เพราะด้วยวัตถุประสงค์หลัก ก็เพื่อลดต้นทุนเรื่องเวลา และแรงงานเป็นสำคัญ Prefab คือการเทหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กในแบบหล่อ แล้วยกเป็นผนังทีละชิ้น มาประกอบเป็นอาคาร โดยจะใช้ผนังเป็นผนังรับน้ำหนัก แทนเสาและคาน หรือเลือกใช้เป็นแค่เพียงส่วนผนังร่วมกับระบบเสาคานก็ได้ครับ

โดยแนวคิด Prefab เริ่มจากปัญหาของค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และการขาดแคลนแรงงานฝีมือในการก่อสร้าง ทำให้มาตรฐานและคุณภาพงานด้อยลง นักออกแบบจึงเริ่มคิดวิธีการก่อสร้างรูปแบบ Prefab ขึ้นมาหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับโจทย์ นอกจากนี้การก่อสร้างระบบ Prefab ยังแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ เป็นระบบการก่อสร้างที่แยกงานออกเป็นระบบย่อย ผลิตนอกไซต์ก่อสร้าง แล้วนำมาประกอบขึ้นที่ไซต์ได้ในภายหลัง โดยระบบนี้ไม่จำกัดว่าจะเป็นวัสดุประเภทใด แต่ส่วนใหญ่มักเป็นไม้หรือเหล็ก แต่มักจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป

ข้อดี

ลดระยะเวลาในการก่อสร้างได้ เมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างปกติ สามารถก่อสร้างได้อย่างสะดวกเรียบร้อยมากขึ้น เนื่องจากต้องมีการเตรียมการวางแผน ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง และมีการควบคุมการผลิตชิ้นส่วนการก่อสร้าง จากโรงงานผลิตชิ้นส่วน

ข้อเสีย

ต้องมีการเตรียมงานที่รอบคอบ และครอบคลุมทุกขั้นตอนของการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้ปริมาณงานในส่วนของการเตรียมงาน และจัดทำ Shop Drawing มากขึ้น เมื่อเทียบกับการก่อสร้างระบบปกติ เนื่องจากต้องคำนึงถึง การผลิต การขนส่ง และการติดตั้งเป็นอย่างมาก


.................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5191 · ตอบ : 0 · ชม : 19,857

support
โพสต์เมื่อ : Apr 18 2019, 04:59 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


รางน้ำฝนคืออะไร จำเป็นไหม?




เครดิตภาพ : scgbuildingmaterials.com


รางน้ำฝนนั้นเป็นส่วนตกแต่งเพิ่มเติมของบ้าน มีหน้าที่ในการรองรับน้ำฝนที่ตกลงมาสู่หลังคา เพื่อให้ไหลลงมายังรางน้ำฝน เพื่อระบายลงสู่แนวท่อระบายน้ำที่พื้นดิน เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมและไหลเข้าบ้าน หากบ้านที่ไม่ติดรางน้ำ น้ำฝนก็จะไหลลงมาตามหลังคา ลงสู่พื้่นดินโดยตรง หากพื้นที่นั้นเป็น สวน แปลงดอกไม้หรือบ่อเลี้ยงปลา ก็จะเกิดความเสียหายด้วยแรงจากน้ำที่ตกลงมา โดยเฉพาะบ้านสูงๆ แรงตกของน้ำก็จะยิ่งแรงขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้นตามไปด้วยครับ และที่สำคัญหากบ้านของมีชายคาอยู่ติดกับพื้นที่ข้างเคียงมากๆ ยิ่งต้องระวังว่าน้ำฝนจากหลังคาจะไหลไปรบกวนเพื่อนบ้าน เพราะนอกจากจะผิดกฏหมาย แล้วอาจทำให้ทะเลาะกับเพื่อนบ้านด้วยก็ได้

ประโยชน์ของการมีรางน้ำฝน

1. ป้องกันดินทรุด – น้ำฝนที่ตกลงมาจากหลังคานั้น จะขังอยู่ที่บริเวณรอบบ้านทำให้ดินทรุดตั วและเกิดเป็นโพรง

2. ป้องกันน้ำฝนไหลไปยังบ้านข้างเคียง – สำหรับคนที่หลังคาอยู่ใกล้กัน อาจทำให้น้ำจากหลังคาสาดเข้าไปหาบ้านคนอื่นได้

3. ช่วยรักษาหน้าดินชั้นบน – ป้องกันแรงกระแทกของน้ำฝน ที่ตกลงมาโดนต้นไม้ที่ปลูกไว้บริเวณสวน ให้เกิดความเสียหาย

4. ป้องกันผนังเป็นคราบน้ำ เชื้อรา

แต่อย่างไรนั้น การเลือกใช้รางน้ำประเภทไหนนั้นเราควรต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายๆ อย่างด้วย เช่น ความเหมาะสมกับตัวบ้าน สี ขนาด ชนิดของวัสดุที่ใช้ และความคงทนแข็งแรง เพื่อให้ได้ประโยชน์ใช้สอย และความสวยงามที่เข้ากับตัวบ้าน

สำหรับรางน้ำฝนนั้น มีด้วยกันอยู่ 4 ประเภท

1. รางน้ำอลูมิเนียม

ข้อดี - รีดเป็นเส้นยาวได้ตามต้องการ
ข้อเสีย – ราคาค่อนข้างสูง

2. รางน้ำสแตนเลส

ข้อดี - หาซื้อง่าย คงทน ไม่เป็นสนิม ใช้งานได้นาน
ข้อเสีย - หากเป็นสแตนเลสเกรดไม่ดีอาจเกิดสนิมได้

3. รางน้ำไวนิล (ผลิตจาก upvc)

ข้อดี - มีหลายสี หลายขนาด ไม่เกิดสนิม ไม่มีรอยต่อ
ข้อเสีย – ราคาค่อนข้างสูง หากใช้ของเกรดไม่ดีด จะมีตกท้องเมื่อใช้ไปนานๆ

4. รางน้ำสังกะสี

ข้อดี - ราคาถูก มีขายทั่วไปหาซื้อง่าย
ข้อเสีย – อายุการใช้งานสั้น ผุกร่อนง่าย

เนื่องจากรางน้ำฝน มีประโยชน์ในการป้องกันน้ำฝนรั่วซึม และไหลเข้าบ้าน แต่ในขณะเดียวกัน หากรางน้ำฝนเกิดการอุดตัน ก็จะเป็นต้นเหตุทำให้น้ำรั่วซึมและไหลเข้าบ้านได้เช่นกัน ดังนั้นรางน้ำฝน จึงควรได้รับการตรวจสอบ ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ โดยการเก็บกวาดทำความสะอาด หรือติดตั้งตาข่าย เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว แต่การตรวจสอบหรือซ่อมแซมรางน้ำฝนนั้น ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ


----------------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5190 · ตอบ : 0 · ชม : 18,999

support
โพสต์เมื่อ : Apr 10 2019, 07:43 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


5 วิธี การแก้ปัญหาหลังคาดาดฟ้าร้อนให้บ้าน


เมื่อพื้นที่ใช้สอยบนดาดฟ้า กลายเป็นปัญหาให้บ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ทำให้ดาดฟ้าเกิดความร้อนสะสม แล้วปัญหาที่ตามมาคือ ทำให้บ้านมีอุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้น เราจึงมีวิธีการรับมือกับอากาศในช่วงหน้าร้อน จะมีวิธีใดบ้าง มาดูกัน

1. วัสดุปูดาดฟ้า



เครดิตภาพ : materialselltrachangscg.blogspot.com


เนื่องจากคอนกรีตเป็นวัสดุที่สะสมความร้อน เราจึงแก้ปัญหาโดยการเลือกใช้วัสดุอื่นๆ ทดแทนคอนกรีต เช่น การปูพื้นไม้ระแนงสำเร็จรูป หรือการใช้กระเบื้องปูพื้น เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้หลังคารับความร้อน จากแสงอาทิตย์โดยตรง

2. สวนดาดฟ้า



เครดิตภาพ : naibaan.com


หากโครงสร้างหลังคาดาดฟ้าของบ้านคุณ สามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอต่อการทำสวน นอกจากจะช่วยลดความร้อนแล้ว ยังได้ที่พักผ่อนที่เป็นธรรมชาติ และสร้างความร่มรื่นให้กับบ้านได้อีกด้วย

3. หลังคาสองชั้น



เครดิตภาพ : pinterest.com


คือ การทำหลังคาช่วยป้องกันรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ และยังช่วยลดปัญหาที่เกิดจากฝนตก และทำให้เกิดน้ำขังได้ ซึ่งหลังคาดาดฟ้า เราสามารถเลือกได้หลายรูปแบบ ที่นิยมในปัจจุบัน เช่น หลังคาปั้นหยา หรือหลังคาทรงจั่ว หรือขึ้นอยู่กับสไตล์ของบ้านหลังนั้นๆ

4. ฉนวนกันความร้อน

สามารถแก้ปัญหา โดยการใช้ฉนวนกันความร้อนบนฝ้าเพดาน สามารถติดตั้งได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นฉนวนใยแก้ว และฉนวนโฟม PU ทั้งแบบฉีดพ่นใต้หลังคา และแบบแผ่น ความหนา 1, 2, 3 และ 6 นิ้ว

5. สีสะท้อนความร้อน



เราสามารถใช้สีเซรามิคโค้ตติ้ง ที่มีผงเซรามิคเป็นส่วนประกอบหลัก โดยเป็นสีสะท้อนรังสีความร้อน ซึ่งการทาสีสะท้อนความร้อนบนผิวหลังคา ช่วยให้รังสีความร้อนไม่เข้าเนื้อคอนกรีตบนดาดฟ้า และช่วยลดความร้อนสะสมในคอนกรีตได้


..........................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5189 · ตอบ : 0 · ชม : 22,474

support
โพสต์เมื่อ : Apr 4 2019, 04:26 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


บ้านที่สร้างจากเมทัลชีท




เครดิตภาพ : pinterest.com


ปัจจุบันบ้านและอาคารมีรูปแบบโครงสร้าง และวัสดุที่ใช้หลากหลาย เช่น ก่ออิฐฉาบปูน หรือเป็นโครงสร้างไม้ เป้นต้น และมีอีกหนึ่งวัสดุ ที่กำลังเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบันนั้น ก็คือ เมทัลชีท ซึ่งเมทัลชีท มีราคาถูก สวยงาม และยังสามารถทำได้หลายรูปแบบ มีสีสันให้เลือกมากมาย

บ้านที่สร้างจากเมทัลชีททั้งหลัง หลายคนกังวลว่าตัวบ้านจะร้อน แต่ปัจจุบันเมทัลชีทก็มีหลายเกรด และมีวีธีลดความร้อน เช่น สีทาป้องกันความร้อน การติดตั้งฉนวนกันความร้อน เป็นต้น ทั้งนี้เมทัลชีท ยังอยู่ร่วมกับโคร้งสร้างไม้ และเหล็กได้ แต่การสร้างบ้านด้วยเมทัลชีท ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับโครงสร้างเหล็ก หลายคนยังสงสัยว่าเมทัลชีท เป็นได้แค่วัสดุมุงหลังคาหรือเปล่า แต่ไม่เลยเมทัลชีท ยังทำเป็นผนังบ้านได้อีกด้วย โดยบ้านที่ทำจากเมทัลชีทจะมีความทันสมัย สวยงาม มีความบางเบา



เครดิตภาพ : takieng.com


การใช้เมทัลชีทสร้างบ้าน มีข้อดี-ข้อเสีย ดังนี้

ข้อดี

1. ตัววัสดุมีความทนทาน ทนแดด ทนฝน
2. การก่อสร้างมีความรวดเร็ว
3. ราคาประหยัด
4. มีความสวยงามทันสมัย

ข้อเสีย

1. ไม่ทันต่อความชื้น
2. มีเสียงดังถ้าไม่ติดฉนวน
3. ร้อนถ้าเลือกใช้เกรดไม่ดี และไม่ติดฉนวนกันความร้อน

การใช้เมทัลชีทในการสร้างบ้าน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเลือกใช้วัสดุในการสร้างบ้าน เหมาะกับการก่อสร้างที่ต้องใช้เวลาระยะสั้น มีความสวยงาม ในราคาที่ประหยัด แต่ก็อาจจะมีข้อจำกัด ในเรื่องอายุการใช้งานที่ไม่นานมาก แต่เป็นวัสดุที่เชื่อว่า หลายคนจะเลือกนำมาสร้างบ้านในอนาคต

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5188 · ตอบ : 0 · ชม : 22,137

support
โพสต์เมื่อ : Mar 26 2019, 04:24 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เตรียมดินให้พร้อมก่อนก่อสร้าง




เครดิตภาพ : รับสร้างบ้าน108.com


การถมดิน มีหลักพิจารณา ดังนี้ครับ

1. ตรวจเช็คประวัติน้ำท่วม (ระดับสูงสุด)
2. เช็คระดับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ (ตรวจเช็คกับหน่วยงานรัฐ)
3. ระดับดินโดยรอบ ควรถมสูงจากถนนประมาณ 50-80 ซม.
4. ไม่ควรถมดินสูงเกินไป เนื่องจาก พื้นที่เชื่อมต่อระหว่างที่ดินภายในบ้านกับถนนสาธารณะ จะมีความลาดชันมากครับ และมีค่าใช้จ่ายสูง

วิธีถมดิน ทำได้ 2 วิธี คือ
 
1. การถมแบบบดอัด โดยการเทดินและใช้รถ Backhoe บดอัดทีละชั้น ชั้นละประมาณ 30-50 ซม. จนกระทั่งได้ระดับที่ต้องการ วิธีนี้จะทำให้ดินอัดแน่น ไม่ทรุดตัวง่ายๆ

2. การถมแบบไม่อัด เป็นการถมดินให้ได้ระดับความสูงที่ต้องการ แล้วบดอัดหน้าผิวดินเพียงรอบเดียว หากถมดินสูงตั้งแต่ 1เมตร ขึ้นไป ไม่ควรใช้วิธีนี้เพราะจะมีโอกาสทำให้ดินทรุดตัวได้ในอนาคตครับ

ดินที่ใช้ถมที่ ไม่ควรใช้ดินผสมเศษอิฐเศษหิน ถึงแม้จะมีราคาถูก แต่อาจทำให้เสาเข็มหนีศูนย์ หรือแตกหักเสียหายได้ ควรเลือกใช้ดินธรรมชาติในการถม สำหรับดินที่นำมาใช้ถมจะมีชนิดใดบ้าง มาดูกันครับ

- ดินลูกรัง มีสีออกน้ำตาลหรือแดง มีลักษณะค่อนข้างแข็ง สามารถบดอัดให้แน่นแข็งได้ดี เหมาะแก่การถมเพื่อทำผิวถนนคอนกรีตครับ

- ดินเหนียว เป็นดินเนื้อละเอียด มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี นิยมใช้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพราะหาได้ง่าย และราคาไม่สูงมากนัก

- ดินทราย ประกอบด้วยทรายประมาณร้อยละ 70 ขึ้นไปครับ ไม่อุ้มน้ำ ง่ายต่อการกัดกร่อน เมื่อนำมาถม จำเป็นต้องบดอัดอย่างดี มีการป้องกันดินไหล เพื่อไม่ให้ดินทรุดตัวลง

- หน้าดิน คือ ดินที่อยู่บริเวณผิวดินด้านบน ระดับอยู่ที่ประมาณ 0.00-0.50 เมตร หรืออาจลึกกว่าเล็กน้อย เนื้อดินสีดำ แต่มีราคาสูงกว่าดินประเภทอื่น


---------------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5187 · ตอบ : 0 · ชม : 19,815

support
โพสต์เมื่อ : Mar 18 2019, 07:21 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


แผ่นพื้นสำเร็จรูปที่นิยมใช้ก่อสร้างบ้าน


1. พื้นสำเร็จรูปแบบท้องเรียบ

เป็นแผ่นคอนกรีตอัดแรง ชนิดท้องเรียบ รูปหน้าตัดจะมีลักษณะเหมือนแผ่นกระดาน กว้าง 35 ซม. หนา 5 ซม. โดยจะวางชิดกันตลอดด้านท้องคานจะเรียบโดยไม่ต้องฉาบปูน และเมื่อเทคอนกรีตทับหน้าแล้วจะเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวพื้นสำเร็จ การใช้ประโยชน์สำหรับพื้นชนิดนี้เหมาสมกับอาคารทั่วไป เพราะการใช้พื้นสำเร็จสามารถทำให้ก่อสร้างทำได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย



เครดิตภาพ : pcm.co.th


2. HOLLOW CORE SLAB หรือแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปชนิดกลวง

เป็นแผ่นคอนกรีตอัดแรง ที่มีรูกลวงซึ่งเหมาะสำหรับโครงสร้างอาคารในส่วนที่เป็นพื้นหลังคา ผนัง หรือกำแพง แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปชนิดกลวง มีคุณสมบัติที่เชื่อถือได้ ในความหนาแน่นสม่ำเสมอ ทุกส่วนของเนื้อคอนกรีต สามารถทนแรงสั่นสะเทือนได้ดี มีคุณสมบัติเด่นในการป้องกันเสียง และอุณหภูมิ สามารถทนไฟได้มากกว่า 2 ชั่วโมง พื้นสำเร็จรูปชนิดกลวงนี้ จะมีน้ำหนักเบากว่าชนิดพื้นสำเร็จรูปท้องเรียบ ทำให้อาคารที่ใช้พื้นสำเร็จชนิดกลวงสามารถประหยัดฐานรากและโครงสร้างอื่นๆ ได้มาก และประโยชน์ของรูกลวงคือ สามารถใช้ในการเดินต่อสายไฟ หรือใช้เป็นช่องระบายอากาศ และพื้นผิวที่บางด้านบนและล่าง ง่ายต่อการเจาะสกัด ซึ่งใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้



เครดิตภาพ : kc.co.th


พื้นสำเร็จรูปเหมาะกับพื้นภายในที่เป็นส่วนแห้งต่างๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น โถงรับแขก ห้องทำงาน เป็นต้น ไม่ควรใช้ทำพื้นที่อยู่ภายนอกอาคาร เช่นระเบียง เนื่องจากมีรอยต่อระหว่างแผ่น อีกทั้งยังเทคอนกรีตทับพื้นหน้า ประมาณ 5ซม. ดังนั้นจึงเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วซึมเป็นอย่างมาก และนอกจากนี้ยังต้องฝังท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพราะเสี่ยงต่อการแตกร้าวของแผ่นพื้นสำเร็จรูปได้

ข้อควรระวังของแผ่นพื้นสำเร็จรูป

การออกแบบโครงสร้างที่เป็นพื้นสำเร็จรูป กับพื้นที่หล่อกับที่ต่างกัน ห้ามเปลี่ยนแปลงเองโดยเด็ดขาด นอกจากจะต้องแจ้งวิศวกร ให้แก้ไขปรับปรุงโครงสร้างใหม่ให้ก่อน


-------------------------------------------

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5186 · ตอบ : 0 · ชม : 19,597

support
โพสต์เมื่อ : Mar 9 2019, 07:46 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เรือนภาคเหนือ




เครดิตภาพ : kruwarut.com


ถ้าพูดถึงบ้านพักอาศัยของไทยในอดีต แต่ละที่มักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละภาค ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต และสภาพภูมิอากาศในแต่ละภาค วันนี้จะมาพูดถึงเรือนภาคเหนือ เรือนภาคเหนือจะมีลักษณะคล้ายเรือนทางภาคกลาง แต่ก็มีความแตกต่างกันตามสภาพอากาศ ความเชื่อ วิถีชีวิต

ลักษณะเรือนภาคเหนือ




เครดิตภาพ : pixabay.com


1. ตัวเรือนจะประกอบไปด้วย ห้องนอนที่จะอยู่ในสุดของตัวเรือน มีขนาดใหญ่เป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักจะไม่มีช่องเปิด หรือมีน้อยมาก เพราะทางภาคเหนือมีอากาศหนาว

2. ชาน เป็นส่วนที่อยู่หน้าสุดของเรือน มักจะเป็นส่วนกึ่งเปิดโล่ง ใช้เป็นกิจกรรมต่างๆ เช่นงานบุญ ทำพิธีกรรมต่างๆ รับแขก นั่งเล่น เป็นต้น โดยตัวชานมักจะมีราวกันตกรอบชาน

3. ระเบียงของเรือน จะอยู่หน้าห้องนอน เป็นแบบกึ่งเปิดโล่งเช่นกันเดียวกับชาน โดยส่วนของระเบียงจะใช้เป็นที่ พักผ่อน รับแขก และที่รับประทานอาหาร

4. ครัว จะอยู่ด้านหลังสุดของบ้าน ซีกด้านข้างกั้น ด้วยฝาเป็นบางส่วน ด้านบนทำช่องระบายควันไฟ มุมหนึ่งของห้องทำพื้นยกขอบ ใส่ดินเรียบเป็นที่วางเตาไฟ ที่ฝาผนังอาจทำชั้นวางของยื่นออกไปนอกตัวเรือนตรงส่วนบน

5. บันได ตัวบันไดจะอยู่ติดต่อกับชาน เป็นไม้ มีหลังคาคลุม ไม่หันไปทางทิศตะวันตกตามความเชื่อ

6. รางน้ำต่อชั้นไม้ยื่นออกมา สูงจากระเบียงหรือชาน ใกล้บันได เพื่อตั้งตุ่มดินใส่น้ำดื่ม

7. เติ๋น กึ่งเปิดโล่ง ใช้กรณีของเรือนชนบท เป็นเนื้อที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ ถ้ามีแขกผู้น้อยมาหาเจ้าของบ้านจะนั่งบนเติ๋น แขกนั่งบนชานบันไดหรือเนื้อที่ที่มีระดับต่ำกว่า ถ้ามีแขกสูงกว่า เช่น พระสงฆ์ เจ้าของบ้านก็จะนั่งถัดลงมา งานสวดศพก็จะใช้เนื้อที่นี้ประกอบพิธีกรรม ในกรณีที่มีลูกสาว ในเวลาค่ำคืน พวกหนุ่มก็มาแอ่วสาวที่เติ๋นนี้เอง เรือนที่มีห้องนอนเดียว ก็จะใช้เติ๋นเป็นที่นอนของลูกชาย ลูกผู้หญิงนอนกับพ่อแม่

8. หิ้งผีปู่ย่า (หิ้งบรรพชน) เป็นหิ้งที่จัดสร้างเหนือหัวนอน ติดฝาด้านตะวันออก ตรงมุมห้องอยู่ติดเสา หรือระหว่างเสามงคล และเสาท้ายสุดของเรือน เซ่นไหว้เป็นครั้งคราว และมีการเซ่นไหว้เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่นแต่งงาน เจ็บป่วย เป็นต้น


.............................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5185 · ตอบ : 0 · ชม : 19,692

support
โพสต์เมื่อ : Mar 2 2019, 03:30 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เลือกฝ้าเพดานให้บ้านแบบไหนดี?




เครดิตภาพ : ddproperty.com


พื้นที่ในบ้านแต่ละจุดนั้นมีการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ห้องนอนมีไว้พักผ่อน ห้องครัวใช้ทำอาหาร และห้องน้ำมีไว้ปลดทุกข์ การจะติดตั้งฝ้า เราควรคำนึงถึง ประเภทของฝ้าให้เหมาะสม ในแต่ละห้องด้วยครับ โดยหลักๆ แล้วฝ้าเพดานนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่ ฝ้าเพดานแบบตกแต่ง, ฝ้าเพดานฉาบเรียบ, และฝ้าเพดานแบบทีบาร์ แต่ละประเภทนั้น ถูกออกแบบมาให้มีสภาพการใช้งานที่เหมาะสม ในแต่ละพื้นที่ มาทำความรู้จักกับฝ้าทั้ง 3 ประเภท กันเลยครับ

1. ฝ้าเพดานตกแต่ง

เป็นฝ้าเพดานที่ใช้วัสดุเฉพาะมาตกแต่ง เช่น ไม้แท้ ไม้อัด รวมถึงฝ้าแบบกระจก จะเน้นความสวยงานเป็นหลัก แต่อาจจะต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ฝ้าไม้ต้องทาน้ำยากันปลวก หรือ ฝ้าแบบกระจกที่ต้องคำนึงถึงความแข็งแรง เพราะอาจจะแตกหรือตกลงมาได้ครับ ฝ้าเพดานประเภทนี้เหมาะกับ ห้องนั่งเล่น,ห้องรับแขก และยังมีฝ้าหลุมที่มีการเล่นระดับให้แตกต่างกัน โดยจะมีฝ้าระดับหนึ่ง ที่สูงขึ้นมามากกว่าระดับของพื้นถึงฝ้าโดยปกติของห้อง ทำให้ฝ้ามีลักษณะเป็นช่องลึกเข้าไป หรือดูคล้ายเป็นหลุมลึก ครับ

2. ฝ้าเพดานแบบฉาบเรียบ

ฝ้าเพดานแบบฉาบเรียบ คือฝ้าเพดานที่ใช้วัสดุแผ่นยิปซั่มมาตัดแต่ง และประกอบเข้ากับโครงหลังคา สามารถตัดแต่งรูปทรงให้มีเอกลักษณ์ได้ ตามลักษณะพื้นที่ที่ต้องการติดตั้ง โดยปกติจะเรียกฝ้าเพดานแบบฉาบเรียบ ตามลักษณะการออกแบบ เช่น ฝ้าหลุม ฝ้าสเตป ฝ้าซ่อนไฟ ฝ้าประดับครับ ฝ้าเพดานฉาบเรียบมีหลายรูปแบบ เช่น แผ่นยิปซั่มกันความร้อน เหมาะสำหรับห้องใต้หลังคา แผ่นยิปซั่มกันความชื้น เหมาะสำหรับห้องน้ำ และแผ่นยิปซั่มแบบกันเสียง เหมาะสำหรับห้องนอนครับ

3. ฝ้าเพดานทีบาร์


ฝ้าเพดานแบบทีบาร์ มีลักษณะเป็นโครงคร่าวคว่ำเป็นรูปตัว T และเป็นช่องตารางไว้สำหรับวางแผ่นยิปซั่มปิดทับ โดยแต่ละช่องจะมีขนาดมาตรฐานอยู่ที่ 60 x 60 เซนติเมตร มีข้อดีคือ ติดตั้งได้ง่าย เพราะถอดเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อแผ่นยิปซั่มชำรุด และสามารถเปิดตรวจสอบหรือซ่อมแซมงานระบบได้ง่าย และฝ้าแบบทีบาร์ สามารถเลือกตามวัตถุประสงค์ตามห้องต่างๆ ได้ จึงเหมาะทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องรับแขก และยังมีลวดลายอีกด้วยครับ



เครดิตภาพ : scgbuildingmaterials.com


..........................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5184 · ตอบ : 0 · ชม : 19,003

support
โพสต์เมื่อ : Feb 23 2019, 03:09 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


จำเป็นไหม? ที่ต้องตรวจบ้านก่อนเข้าอยู่




บ้าน ถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ที่มีราคาสูง ดังนั้นการที่เราจะมีบ้านซักหนึ่งหลังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านจัดสรร หรือการสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง นั้น สิ่งที่เราต้องมั่นใจก่อนที่เราจะจ่ายเงินไป คือคุณภาพของบ้าน และมาตรฐานของการก่อสร้าง เพราะบ้านเป็นสิ่งที่เราต้องอยู่อาศัยไปอีกนาน

ในการตรวจบ้าน เราสามารถตรวจสอบได้เอง หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็ได้ ซึ่งในปัจจุบันได้มีบริการรับตรวจบ้าน ให้เลือกใช้มากมาย ซึ่งหลักๆ แล้วในการตรวจจะแบ่งเป็น 4 หมวด คือ

หมวดงานโครงสร้าง

ในขั้นตอนนี้ ถ้าเป็นการสร้างบ้านเอง แนะนำว่าให้ตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ในช่วงของการก่อสร้าง ให้ตรงตามแบบที่เป็นไปตามมาตรฐานที่วิศวกรโครงสร้างได้ออกแบบไว้ เพราะถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของบ้าน แต่หากเป็นการซื้อบ้านจัดสรร จะเป็นตรวจสอบในภายหลังจากที่ได้มีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย อาจตรวจสอบในลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจึงหาสาเหตุว่ามาจากส่วนของโครงสร้างหรือไม่

หมวดงานสถาปัตย์



ส่วนของงานสถาปัตย์นี้ เป็นส่วนที่เราสามารถมองเห็นได้ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก ซึ่งอาจจะต้องใช้ความละเอียด พิถีพิถันในการตรวจสอบ เพราะจะมีรายละเอียดที่ต้องตรวจหลายจุด ตั้งแต่กการปูพื้น การฉาบผนัง การทาสี การติดตั้งบานประตู หน้าต่าง และส่วนตกแต่งต่างๆ การเก็บงานที่ต้องออกมาเรียบร้อย สวยงาม

หมวดงานระบบไฟฟ้า



ในหมวดนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ควรตรวจสอบการเดินสายไฟในส่วนต่างๆ ว่าใช้ชนิดของสายไฟถูกต้องและเหมาะสมกับการใช้งาน ตรวจสอบสวิตซ์ เต้าเสียบ ว่าสามารถใช้งานได้ครบทุกจุด รวมถึงการติดตั้งสายดิน และระบบตัดไฟ เพื่อป้องกันไฟฟ้าดูด เป็นต้น

หมวดงานระบบสุขาภิบาล



ตรวจสอบระบบน้ำใช้ ระบบน้ำทิ้ง ที่ต้องไหลได้สะดวก ไม่ตันหรือติดขัด การวางระบบถังบำบัด บ่อดักไขมัน บ่อดักกลิ่น ไปจนถึงบ่อพัก จุดต่างๆ ที่จะระบายสู่สาธารณะ

เมื่อตรวจสอบแล้วหากพบจุดที่ผิดปกติ หรือต้องแก้ไข ต้องให้ช่างทำการแก้ไขจนกว่าจะเรียบร้อย ให้ได้ตามมาตรฐานของงาน แล้วจึงทำการเซ็นรับมอบบ้าน หรือโอนบ้านกับทางโครงการ การตรวจบ้านหลายคนอาจมองว่าเป็นการเสียเวลา หรือเสียค่าใช้จ่าย เพราะอย่างไรแล้วการก่อสร้างบ้าน หรือการซื้อบ้านจะมีการรับประกัน แต่ถ้าเราสามารถพบจุดที่เป็นปัญหาและแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนเข้าอยู่อาศัย ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าหากเข้าอยู่อาศัยแล้วอาจทำให้แก้ไขได้ยากขึ้น และไม่สะดวกกับผู้อยู่อาศัย


..................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5183 · ตอบ : 0 · ชม : 19,303

support
โพสต์เมื่อ : Feb 15 2019, 04:33 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


เดินสายไฟในบ้าน เลือกแบบไหนดี


การเดินไฟภายในบ้านนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการเดินสายไฟในแต่ละวิธีนั้น ส่งผลต่อบ้านของในหลายๆ เรื่องครับ รวมไปถึงเรื่องของความสวยงามโดยทั่วๆ ไปที่นิยมกันแล้วมีอยู่ 3 วิธีครับ

1. การเดินสายไฟแบบตีกิ๊ฟ (เดินลอย)




เครดิตภาพ : microtechtrading.com


การเดินสายไฟแบบตีกิ๊ฟ หรือเรียกอีกแบบคือ การเดินแบบลอย เป็นการเดินสายไฟให้เลื้อยติดกับผนัง โดยไม่ได้ซ่อนสายไฟ เชื่อมต่อไปยังเต้ารับ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ข้อดีก็คือ ติดตั้งไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ หากเกิดความเสียหายหรือสายไฟชำรุด ก็สามารถตรวจเช็คสภาพ และซ่อมบำรุงได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากเราสามารถเห็นสายไฟได้ด้วยตาเปล่านั่นเอง สามารถซ่อมแซมได้อย่างตรงจุด ที่สำคัญค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าอีกด้วยนะครับ ส่วนข้อเสียคือ หากมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะเกินไป หรือช่างทำงานออกมาไม่ดี ไม่เป็นระเบียบ ก็จะทำให้ดูไม่สวยงาม

2. การเดินสายไฟแบบร้อยท่อในผนัง




เครดิตภาพ : bloggang.com


การเดินสายไฟแบบร้อยท่อในผนังแบบนี้ จะทำให้บ้านดูเรียบร้อย เพราะสายไฟนั้นได้ถูกซ่อนเอาไว้ในผนังไม่มีสายไฟตามผนัง ตามเพดานให้ดูขัดหูขัดตาครับ ข้อดีก็คือ ปลอดภัยจากกระแสไฟฟ้ารั่วมากขึ้น และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของสายไฟได้อีกด้วยครับ ส่วนการตกแต่งห้องนั้นก็เป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น ส่วนข้อเสียก็คือ หากเกิดปัญหาขึ้น จะมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมที่สูงกว่าแบบเดินลอยครับ เพราะเรื่องการตรวจเช็คนั้นทำได้ยากกว่าและล่าช้ากว่า หรืออาจต้องทุบผนังแล้วค่อยตรวจสอบนั่นเองครับ

3. เดินสายไฟแบบร้อยสายผ่านท่อแบบยึดผนัง




เครดิตภาพ : scgbuildingmaterials.com


อันนี้เป็นการเดินสายไฟแบบร้อยสายผ่านท่อ โดยยึดกับผนังครับ (ไม่ฝังในผนัง) การเดินไฟแบบนี้จะทำให้การเช็คสภาพและซ่อมบำรุงนั้นเป็นไปได้ง่าย และยังประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควร

************************

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5182 · ตอบ : 0 · ชม : 21,776

support
โพสต์เมื่อ : Feb 8 2019, 06:54 AM


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 691
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7


ประตูกระจกบานเปลือย เหมาะกับส่วนไหนของบ้าน




เครดิตภาพ : pinterest.com


ประตูกระจกบานเปลือย เป็นประตูอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่มีกรอบบาน เรียกง่ายๆ ว่าไม่มีกรอบอะไรเลย ซึ่งกระจกที่ใช้นั้นก็มีทั้งกระจกเทมเปอร์ และกระจกแบบลามิเนต จะต้องมีความแข็งแรง และทนทานเป็นพิเศษ เน้นความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลัก เพราะเมื่อกระจกแตก ก็จะกระจายเป็นเม็ดๆ ประตูกระจกจะบานเปลือยไม่ใหญ่มาก ติดตั้งแล้วทำให้อาคารนั้นๆ มีความปลอดโปร่ง โล่งสบาย เหมาะแก่การติดตั้งในอาคาร ที่ต้องการแสดงทัศนียภาพภายใน ให้ผู้ผ่านไปมาเห็นได้อย่างชัดเจน และประตูชนิดนี้ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากก็ว่าได้ ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นตามห้างสรรพสินค้า สำนักงานองค์กรใหญ่ๆ หรือโชว์รูมรถ เป็นต้น สำหรับงานบ้าน มาดูกันว่านิยมใช้ส่วนไหนของบ้านบ้าง?

- เป็นประตูบานเปลือยผนังกั้นอาบน้ำ

- ประตูบานเปลือยสำหรับออกสวน สำหรับห้องน้ำที่มีสวนเป็น outdoor

- เป็นประตูบานเปลือยผนังอาคาร ในส่วนที่ต้องการความปลอดโปร่ง หรือรับแสงธรรมชาติ

- เป็นประตูบานเปลือย ในการแบ่ง/กั้นห้อง แต่ก็ยังเห็นทัศนียภาพของห้องนั้นๆ


................................................

  ฟอรั่ม : กระดานคลังข้อมูล · ตัวอย่างก่อนโพสต์ : #5181 · ตอบ : 0 · ชม : 19,688

26 หน้า V   1 2 3 > » 

New Posts  มีการโพสต์ตอบล่าสุด
No New Posts  ไม่มีการโพสต์ตอบ
Hot topic  ประเด็นร้อนที่มีการตอบ
No new  ประเด็นร้อนที่ไม่มีการตอบ
Poll  แบบสอบถามที่มีการตอบ
No new votes  แบบสอบถามที่ไม่มีการตอบ
Closed  หัวข้อกระทู้ที่มีการปิด
Moved  หัวข้อกระทู้ที่มีการย้าย
 

ไม่มีภาพประกอบ M3idea: 21st January 2022 - 01:58 AM