LiveZilla Live Help

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
ทำไมต้องปรับระดับดินก่อนสร้างบ้าน
support
โพสต์ May 7 2018, 04:50 AM
โพสต์ #1


Advanced Member
***

กลุ่ม : Administrators
โพสต์ : 649
เป็นสมาชิกเมื่อ : 26-January 12
หมายเลขสมาชิก : 7



ปัยจัยในงานปรับระดับดิน




เครดิตภาพ : bansuanporpeang.com


ถ้าพูดถึงงานก่อสร้าง คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีงานดินเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะการก่อสร้างส่วนใหญ่จะต้องก่อสร้างบนดิน ดินถือว่าเป็นฐานหลักของงานก่อสร้างก็ว่าได้ และงานก่อสร้างสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ งานปรับระดับดินนั้นเอง วันนี้เราจะมารู้จักกับงานปรับระดับดินในงานก่อสร้างกัน ว่ามีอะไรบ้าง

ก่อนการก่อสร้าง เราจะต้องทำดินให้เหมาะสมกับการก่อสร้างอาคารนั้น เช่น บ้าน สระว่ายน้ำ อาคารสูง เป็นต้น การปรับหน้าดินมีวิธีทั้ง การขุด การถม หรือบางโครงการอาจมีทั้งสองวิธี

งานถม

การถมดินนั้นสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

1. การถมแบบอัด คือการถมไปทีละชั้น มีความหนาประมาณ 20-50 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน และการกำหนดของผู้ออกแบบ ถมทีละชั้นแล้วอัดและถมทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนพอใจผู้ออกแบบ

2. การถมแบบไม่อัด คือการถมให้เต็มพื้นที่ที่ต้องการในคราวเดียว แล้วค่อยอัดเฉพาะด้านหน้าของผิวดิน การถมแบบนี้จะเหมาะสมกับการถมที่ไม่ต้องการลึกมาก ถ้าความลึกเกิน 1.00 เมตร ดินอาจเกิดปัญหาได้ เช่น การทรุดตัวเป็นหลุม

งานขุด

ถ้ามีการขุดระดับต่ำกว่า 2.50 เมตร เพื่อทำห้องใต้ดิน, ทำสระว่ายน้ำ จะใช้วิธีตอกเข็มไม้ยาวตลอดแนว การขุดเป็นพืดเพื่อกันดินถล่ม หรือขุดดินปรับเป็นแนวเอียง ถ้าดินมีความเหนียวพอ ก็ไม่ต้องใช้เข็มไม้ตอก ถ้ามีการขุดระดับลึก 5.00 เมตร จะแพงเกินไป เพราะจะต้องใช้แผ่นเหล็ก (Sheet Pile) ตอกเป็นแนวกันดินถล่ม และใช้เครื่องตอกที่เป็นเครื่องกลซึ่งมีราคาแพงมาก




เครดิตภาพ : actsecurityguards.com


การถมหรือขุดดิน ขึ้นอยู่กับงบประมาณการก่อสร้างด้วยเช่นกัน เพราะมีค่าใช่จ่ายค่อนข้างสูง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ด้วย ดังนี้

1. ชนิดของดิน แบ่งได้เป็น

- หน้าดิน ชั้น A-horizon : zone of leaching โดยทั่วไปแล้วหน้าดินตั้งแต่ระดับความลึก 0-0.50 เมตร บางที่ก็ถึง 1.00 เมตร มักจะมีราคาแพงที่สุด เนื่องจาก เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้

- หน้าดิน ชั้น B-horizon : zone of accumulation ชั้นดินลึกกว่าชั้น A ลงไป ดินออกสีน้ำตาลๆ มีทรายปน ราคาจะถูกลง เพราะแร่ธาตุในดินจะน้อย

- หน้าดิน ชั้น C-horizon : partially decomposed parent material ชั้นลึกลงไปมากๆ จนดินออกเป็นสีขาวๆ จะปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย แต่นำมาใช้ถมได้ดีเพราะราคาถูกที่สุด

2. ลักษณะการถมดิน ถ้าใช้รถตักดินนำดินมากองไว้ให้เต็มไม่ได้รับการอัดแน่นดินจะทรุดตัวในภายหลังอย่างม
าก แต่ถ้าถมแล้วได้รับการบีบอัดไปด้วยภายหลังดินจะเกิดการทรุดตัวน้อย ทิ้งนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของโครงการว่าจะตกลงกับผู้รับเหมาถมดินอย่างไร

3. การขนส่งและราคาการขนส่ง ถ้าไกลจากบ่อดินมากก็จะแพงตามระยะทาง และถ้าเขตก่อสร้างอยู่ในเมืองอาจต้องเสียค่าผ่านทาง เพื่อให้เดินทางสะดวก

เพราะฉะนั้นในการเลือกดินที่จะถมจึงต้องพิจารณาด้วยว่า ท่านมีความประสงค์ที่จะนำดินไปใช้ประโยชน์อย่างไร และงบประมาณที่มีมากหรือน้อยเท่าใด

ขั้นตอนการถม และบดอัดดิน

1. เคลียร์ต้นไม้ ต้นหญ้า ในพื้นที่ก่อสร้างที่ไม่จำเป็นออก

2. ขุดดินจากพื้นที่นั้น หรือ นำดินจากที่อื่นมาถม จะต้องตรวจสอบว่ามีอะไรอยู่ในดินควรเคลียร์ออกให้หมด

3. นำดินมากองไว้แล้วใช้เครื่องจักรเกลี่ยดิน แต่ละชั้น ควรหนาอยู่ ระหว่าง 15 - 20 ซม. ซึ่งแต่ละชั้นเรียกว่า Lift thickness โดยให้ช่างสำรวจ

4. รดน้ำให้ดินในปริมาณที่พอเหมาะ สำหรับการบดอัดดินให้แน่นต่อไป ปริมาณน้ำที่พอเหมาะจะได้จากการทำการทดลอง ในห้องปฏิบัติการทางด้านปฐพีกลศาสตร์ หรือ Soil Mechanics

5. ทำการบดอัดแต่ละชั้นโดยใช้ Sheepfoot Roller หรือ Tamping Roller เพื่อให้เกิด Shear key ระหว่างดินแต่ละชั้น จะมีผลทำให้สามารถรับแรงดัน ทางด้านข้าง

6. ปาดผิวหน้าให้เรียบโดยใช้ Motor Grader และดำเนินการตรวจสอบหาความหนาแน่นในสนาม หรือ Field Density เพื่อนำไปคำนวณหาค่า % compaction ตามที่ระบุไว้ใน Specification ต่อไป ซึ่งการตรวจสอบหาค่า ความหนาแน่นในสนาม หรือ Field Density นี้จะต้องทำทุกชั้นของการบดอัด

7. เมื่อได้ความหนาที่ต้องการ ก็ทำตามวิธีที่กล่าวมาจนเสร็จงาน


..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... ..... .....

Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



ไม่มีภาพประกอบ M3idea: 24th September 2018 - 10:17 PM